เข้าสู่เว็บสำนักหอสมุดฯ


รายละเอียดข้อมูล
เรื่อง :
ไปดูเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.พัทลุง ปลูกสะลักพันธุ์น้ำผึ้ง เพิ่มมูลค่าให้สวนไม้ผล
   
ปัญหา :
 
 
สะลักพันธุ์น้ำผึ้ง หรือสะละพันธุ์น้ำผึ้ง บางคนเรียกว่า สะลักอินโดฯ คือ พืชสกุลระกำ (Salacca sp.) ไม้ผลที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการไม้ผลไทยประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ก็ยังได้รับความสนใจจากเกษตรกร มีการขยายพื้นที่ปลูกเพื่อการค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง กระทั่งภาคตะวันออกของประเทศ เนื่องจากเป็นไม้ผลที่มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ขายได้ราคาดี เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกสะลักพันธุ์น้ำผึ้งแซมในสวนผลไม้เก่า หรือสวนยางพารามากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น แต่ผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

สะลักพันธุ์น้ำผึ้ง เป็นไม้ผลเมืองร้อนที่ให้ผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี และต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ลักษณะภายนอกเปลือกสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ ลายคล้ายเกล็ดงู รูปร่างเป็นทรงกลม ภายในจะมีเมล็ด 2-3 เมล็ด มีสีครีม รสชาติหวาน กรอบ เนื้อล่อนไม่ติดเมล็ด ต่างจากสะละที่ปลูกกันแพร่หลายในภาคตะวันออกคือ สะละพันธุ์ไทย จะมีรูปร่างยาวรี เปลือกมีสีน้ำตาลแดงถึงส้ม เนื้อสีชมพู ส้ม รสชาติหวานอมเปรี้ยวและเนื้อติดเมล็ด

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดพัทลุง รายหนึ่งที่ปลูกสะลักพันธุ์น้ำผึ้งในสวนไม้ผล ในรูปแบบการเกษตรแบบผสมผสาน จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เกษตรกรที่กล่าวถึงก็คือ คุณวิเชียร ชูปาน อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 7 ตำบลเขาปู่ อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง

คุณวิเชียร เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักของครอบครัวก็คือ การทำสวนยาง และสวนไม้ผล ก่อนหน้านี้เคยปลูกทุเรียน ขนุน มะม่วง และไม้ผลพื้นเมืองต่างๆ แต่ก็ไม่ได้ผล เนื่องจากขาดน้ำ เมื่อปลูกมาได้ระยะหนึ่งก็คิดทบทวนว่า น่าจะปลูกไม้ผลชนิดอื่นแทน ก็เลยตัดสินใจโค่นต้นทุเรียน แล้วหันมาปลูกมังคุด ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และเนื่องจากมีที่ดินจำกัด เลยคิดว่าน่าจะใช้ที่ดินที่มีอยู่ทั้งหมดปลูกพืชให้คุ้มค่าที่สุด ก็เลยเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับพืชแซม พืชร่วมไม้ผล

คุณวิเชียร กล่าวว่า นับว่าโชคดีที่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสะลักพันธุ์น้ำผึ้ง หรือ สะลักอินโดฯ จากเกษตรกร และพรรคพวกเพื่อนฝูงที่จังหวัดนราธิวาส ที่บอกว่าสามารถปลูกสะลักพันธุ์น้ำผึ้งในที่ร่มเป็นพืชแซมได้ ก็เลยเดินทางไปดูของจริงที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา พอเห็นกับตาแล้วว่าสามารถปลูกได้ ก็เลยทดลองซื้อมาปลูกตอนนั้นเรียกว่า "พันธุ์เพชรน้ำผึ้ง" สายพันธุ์จากอินโดนีเซีย ซื้อมาประมาณ 30 ต้น โดยปลูกระหว่างแถวต้นมังคุด ระยะ 3x3 เมตร พอเห็นว่า ในพื้นที่ จังหวัดพัทลุง ก็สามารถปลูกได้ เช่นเดียวกับที่จังหวัดนราธิวาส ก็เลยซื้อมาปลูกเพิ่ม ขณะนี้มีสะลักพันธุ์น้ำผึ้งประมาณ 200 ต้น และให้ผลผลิตแล้วประมาณ 100 ต้น สะลักพันธุ์น้ำผึ้งใช้เวลาประมาณ 3 ปีเต็ม ก็ให้ผลผลิตแล้ว สำหรับผลผลิตในปีที่ผ่านมาถือว่ามากที่สุด ขายได้ประมาณ 100 กิโลกรัม ขายในพื้นที่กิโลกรัมละ 70 บาท บางพื้นที่เขาขายกันกิโลกรัมเป็นร้อยบาท แต่เราขายในราคาเป็นกันเอง

"สะลักน้ำผึ้ง เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก เนื่องจากหอม หวาน กรอบ รสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังมีผลผลิตออกมาน้อย ตอนแรกไปไหนมาไหนก็พาไปให้เขาชิม แล้วก็ติดใจทุกราย เลยมีเป้าหมายในการทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วยการดูแลเอาใจใส่ต้นสะลักน้ำผึ้งอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นอกจากจะจำหน่ายในลักษณะของผลสดแล้ว ยังเพาะกล้าพันธุ์ไว้จำหน่ายด้วย เนื่องจากมีเกษตรกรหลายรายเรียกร้อง ที่ผ่านมาสามารถจำหน่ายในลักษณะของกล้าพันธุ์ได้มากพอสมควร" คุณวิเชียร กล่าว

สำหรับขั้นตอนการผลิตกล้าพันธุ์สะลักพันธุ์น้ำผึ้งนั้น คุณวิเชียร กล่าวว่า เริ่มจากการนำเมล็ดสะลักพันธุ์น้ำผึ้งไปเพาะในกระบะทราย ประมาณ 10 วัน ก็งอก เมื่อกล้ามีลำต้นยาวประมาณ 2-3 ข้อมือ ก็นำไปปลูกในถุงได้เลย แล้วก็ดูแลต้นกล้า หมั่นรดน้ำเช้าเย็นตามปกติ ประมาณ 1 ปี ก็สามารถนำต้นกล้าไปปลูกได้ สำหรับปีที่ผ่านมาผลิตต้นกล้าสะลักพันธุ์น้ำผึ้งได้ประมาณ 200 ต้น ขายหมดเกลี้ยง และในปีนี้ก็วางแผนเพาะกล้าเตรียมสต๊อคไว้แล้ว คาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้ปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ไม่สามารถเพาะกล้าพันธุ์สะลักพันธุ์น้ำผึ้งได้จำนวนมาก เนื่องจากมีเมล็ดจำกัด และไม่สามารถไปหาซื้อเมล็ดที่ไหนได้ ต้องเก็บเมล็ดจากผลผลิตในสวนของตนเองทั้งหมด

ในส่วนของการปลูกสะลักพันธุ์น้ำผึ้งนั้น คุณวิเชียร กล่าวว่า พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกสะลักพันธุ์น้ำผึ้งนั้นต้องเป็นที่ร่ม ถ้าเป็นพื้นที่กลางแจ้งต้องขึงซาแรนให้ ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ผล อาจจะปลูกร่วมในสวนไม้ผล หรือสวนยางพาราก็ได้ นั่นคือ ต้องมีแสงแดดส่องถึงประมาณ 50% ถ้าปลูกในสวนยางก็ปลูกระหว่างร่องยางนั่นเอง เช่นเดียวกับการปลูกแซมในร่องมังคุดของตน

สำหรับสะลักพันธุ์น้ำผึ้งนั้นมีข้อดี คือ ไม่เลือกดิน ทนแล้งได้ดี การเตรียมดินในการปลูกถ้าให้ดีก็รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ก็สามารถปลูกได้แล้ว พอปลูกได้ระยะหนึ่งเมื่อสังเกตเห็นว่าต้นเริ่มงามก็ใส่ปุ๋ยชีวภาพ หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีก็ได้ แต่แนะนำว่าปุ๋ยชีวภาพจะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า จากนั้นเกษตรกรก็ควรสนใจในการตัดแต่งกิ่งเป็นระยะๆ ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งก็คือ แมลงกินยอดอ่อนที่เพิ่งแตกใหม่ ถ้าหากปล่อยไว้ก็จะกัดกินจนถึงโคน สะลักพันธุ์น้ำผึ้งก็จะตายในที่สุด วิธีป้องกันแมลงกินยอดก็คือ นำขวดน้ำพลาสติคมาครอบไว้จนถึงโคน ไม่ต้องพึ่งสารเคมี แมลงก็ไม่สามารถชอนไชไปได้ และได้ทดลองมาระยะหนึ่งแล้วก็พบว่าได้ผล

คุณวิเชียร กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการปลูกสะลักพันธุ์น้ำผึ้งให้ได้ผลก็คือ การผสมเกสร เนื่องจากการผสมตามธรรมชาติไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เกษตรกรจะต้องหมั่นผสมเกสรเพื่อให้ติดผล วิธีสังเกตต้นตัวผู้จะเป็นงวงยื่นออกมามีเกสรสีเหลือง ส่วนต้นตัวเมียจะเป็นดอกพุ่มสีแดง ถ้ารดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ ตัวผู้ก็จะติดเกสรมาก ถ้าขาดน้ำดอกก็จะแห้งโรยไป ดังนั้น เกษตรกรจะต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งต้นตัวผู้ให้เหมือนต้นตัวเมีย เพราะเวลาเก็บเอาดอกมาผสมจะเก็บได้ง่าย การผสมเกสรก็ทำไม่ยากนักคือ นำดอกตัวผู้มาเคาะลงบนดอกตัวเมีย ถ้าไม่เคาะก็ติดเหมือนกัน แต่จะไม่มีเนื้อ ผลจะแห้งเหี่ยวไปในที่สุด สำหรับการเคาะดอกเพื่อผสมเกสรก็ทำได้ทุกเวลา พอดอกเริ่มบานก็เริ่มเคาะได้แล้ว สำหรับเกสรตัวผู้เมื่อเหลือก็สามารถเก็บแช่ตู้เย็นไว้ได้ ประมาณ 4-5 วัน จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะเริ่มติดผล เป็นลูกสีดำเล็กๆ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเกษตรกรจะต้องใส่ใจ หมั่นผสมเกสร บำรุงรักษาอย่างดี ถ้าปลูกทิ้งขว้างไว้ก็ไม่ได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ

ด้าน คุณนิยม แดงไชยศรี เจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน กล่าวว่า เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอศรีบรรพต ส่วนใหญ่จะทำสวนยางเป็นอาชีพหลัก บางส่วนก็ปลูกไม้ผลไปด้วย ทั้งนี้ คิดว่าเกษตรกรควรจะใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาจจะปลูกพืชแซม

พืชร่วมยาง หรือปลูกผักสวนครัวต่างๆ ด้วยก็ได้ ในส่วนของคุณวิเชียร ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดพัทลุง ที่รู้จักบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด ปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการทำสวนยางพาราแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ คุณนิยม ยังกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินไม่ควรมองข้ามคือ การยึดปรัชญา แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต รู้จักการลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว อยู่อย่างพอเพียงเท่านี้ชีวิตก็มีความสุขไปอีกขั้นแล้ว

นี่คือ อีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดพัทลุง ที่รู้จักใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากที่สุด แม้ว่าจะมีที่ดินอยู่อย่างจำกัดแต่ถ้ารู้จักบริหารจัดการอย่างดีแล้ว ปริมาณการถือครองที่ดินก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพการเกษตรแบบพอเพียงต่อไป สำหรับเกษตรกรท่านใดที่สนใจการปลูกสะลักพันธุ์น้ำผึ้งในสวนไม้ผลของคุณวิเชียร สามารถติดต่อเจ้าตัวโดยตรงตามที่อยู่ข้างต้น หรือที่เบอร์โทรศัพท์ (074) 689-558 และ (086) 289-8285
วิธีแก้ไข :
 
ที่อยู่
 
หมู่บ้าน :
ตำบล / แขวง :
อำเภอ / เขต :
จังหวัด :
พัทลุง
รหัสไปรษณีย์ :
ภาค :
ภาคใต้
แหล่งข้อมูล
 
แหล่งที่มา :
เทคโนโลยีชาวบ้าน : วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 404
 

ย้อนกลับ


   
วัตถุประสงค์โครงการ
   
จำแนกปัญหาตามภูมิภาค
จำแนกปัญหาตามจังหวัด
จำแนกปัญหาตามประเภท
สืบค้นตามชื่อเรื่องแบบใช้คีย์เวิร์ด
สรุปภาพรวมของปัญหา
สรุปประเภทปัญหาตามแผนที่ภูมิภาค
สรุปประเภทปัญหาตามแผนที่จังหวัด
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สารสนเทศเกษตร
เกษตรพลิกฟื้นชาติ
สารพันความรู้
กรมส่งเริมการเกษตร
ห้องสมุดกรมวิชาการเกษตร
เทคโนโลยีชาวบ้าน
หนังสือพิมพ์มติชน
ติดต่อ E-mail : คลิกที่นี่
 
 

สถิติจาก truehit.net

   


Download Acrobat Reader

Best view with IE 5.0 or later version at 800x600
All comments please mail to
Webmaster

This site is copyright @ 2005 สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
75/7 ถ.พระรามหก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400 โทร 0 2201 7256 แฟกซ์ 0 2201 7265
Email : info@dss.go.th
ปรับปรุง : Tuesday, May 2, 2017 11:07 PM